ราคาน้ำมันขึ้นรอบนี้อาจไม่ช่วยดึงราคายางพาราและน้ำตาลขึ้นตามไปด้วย

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่มีแนวโน้มจบปีนี้ด้วยราคาที่สูงกว่าปีก่อน 20% อาจไม่ส่งผลให้ราคายางพาราและน้ำตาลปรับตัวสูงขึ้นตามด้วย เนื่องจากผลผลิตสินค้าเกษตรทั้งยางพาราและอ้อยที่มีปริมาณมากด้วยสภาพอากาศที่ดี

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ปรับตัวสูงขึ้นในปีนี้เทียบกับปี 2017 อาจไม่ส่งผลให้ราคายางพารา และน้ำตาลปรับตัวสูงขึ้นไปด้วยในปีนี้นับตั้งแต่ต้นปีราคาน้ำมันได้ปรับตัวสูงขึ้นเฉลี่ย 20%  แต่ราคายางพาราและน้ำตาลยังมีแนวโน้มคงตัว ทั้งนี้ อีไอซีคาดว่าปลายปี ทิศทางราคายางพารา และน้ำตาลก็อาจจะยังไม่ได้รับผลบวกจากราคาน้ำมันเช่นเดิม แม้ว่าราคาน้ำมันจะมีแนวโน้มประคองตัวอยู่ที่ระดับสูงกว่า 70 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลจนสิ้นปี จากปัจจัยทางด้านอุปสงค์น้ำมันที่เพิ่มขึ้นจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งนำโดยสหรัฐฯ และยุโรป ประกอบกับปัจจัยด้านอุปทานน้ำมันที่ตึงตัวกว่าปีก่อนจากมาตรการปรับลดปริมาณการผลิตให้เหลือ 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวันเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันของผู้ผลิตทั้งในและนอกกลุ่มโอเปกที่ขยายเวลาออกไปจนถึงสิ้นปี ตลอดจนปัจจัยกดดันทางด้านภูมิศาสตร์การเมืองในกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมัน เช่น สหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรต่ออิหร่าน และความไม่สงบทางการเมืองของเวเนซุเอลา

ในอดีต ราคายางพารา และน้ำตาลมักได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมัน โดยยางพาราจะได้รับผลกระทบในฝั่งอุปสงค์ ในขณะที่น้ำตาลจะได้รับผลกระทบในฝั่งของอุปทาน ในส่วนของยางพารานั้น น้ำมันเป็นวัตถุดิบที่ใช้ผลิตยางสังเคราะห์ซึ่งสามารถนำมาใช้แทนยางพาราได้ เมื่อน้ำมันมีราคาสูงขึ้น ยางสังเคราะห์ก็จะมีราคาสูงขึ้นด้วย อุตสาหกรรมที่ใช้ยาง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยางรถยนต์ ก็จะเปลี่ยนมาใช้ยางพาราแทนยางสังเคราะห์ ส่งผลให้ความต้องการยางพาราสูงขึ้น นำไปสู่การขึ้นราคาของยางพารา ในทางกลับกัน ในกรณีของน้ำตาล น้ำอ้อยซึ่งเป็นวัตถุดิบผลิตน้ำตาลสามารถนำไปผลิตเป็นเอทานอลเพื่อใช้แทนน้ำมันได้ เมื่อน้ำมันมีราคาสูงขึ้น ผู้ผลิตน้ำตาลมีแนวโน้มนำน้ำอ้อยไปผลิตเอทานอลแทน ทำให้ปริมาณน้ำอ้อยที่เหลือไปผลิตน้ำตาลลดลง ส่งผลให้อุปทานน้ำตาลในตลาดลดลงไปด้วย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือบราซิลซึ่งเป็นประเทศที่ผลิตและส่งออกน้ำตาลมากที่สุดของโลก หรือคิดเป็น 41% ของมูลค่าการส่งออกน้ำตาลทั่วโลก ที่สัดส่วนการนำอ้อยไปผลิตเป็นเอทานอลเปลี่ยนแปลงตามราคาน้ำมัน เนื่องจากโรงงานน้ำตาลในบราซิลกว่า 80% สามารถผลิตได้ทั้งน้ำตาลและเอทานอล ส่งผลให้สัดส่วนการนำอ้อยไปผลิตเป็นน้ำตาลต่อปริมาณผลผลิตอ้อยทั้งประเทศลดลง ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2018

อย่างไรก็ดี ราคายางพาราในปีนี้มีแนวโน้มทรงตัวมากกว่าจะปรับขึ้นตามราคาน้ำมัน จากผลผลิตยางพาราที่อยู่ในระดับสูงกว่าการบริโภค และปริมาณสต็อกยางโลกที่อยู่ในระดับสูงที่สุดในรอบ 20 ปี จากข้อมูลของ IRSG (International Rubber Study Group) เผยว่าผลผลิตยางพาราในปีนี้สูงกว่าปีที่แล้ว 7% เนื่องจากสภาพอากาศดี ไม่มีภัยแล้ง หรือน้ำท่วม ทำให้เกษตรกรสวนยางสามารถกรีดน้ำยางได้มากขึ้น ซึ่งปริมาณอุปทานยางพาราที่สูงขึ้นนี้ เพียงพอต่อความต้องการใช้ยางพาราเพื่อทดแทนยางสังเคราะห์ที่ราคาสูงขึ้นได้ ดังนั้น ราคายางพาราจึงมีแนวโน้มทรงตัว และนอกจากอุปทานยางที่สูงแล้ว ปริมาณสต็อกยางที่สูงยังช่วยลดผลกระทบจากราคาน้ำมันอีกด้วย ซึ่งปริมาณสต็อกยางโลกในปี 2018 อยู่ที่ 24% ของปริมาณการบริโภคยางพาราทั้งปี และมีแนวโน้มจะเพิ่มเป็น 26% ในปีหน้า ซึ่งสูงกว่าช่วงก่อนปี 2013 ที่ระดับปริมาณสต็อกยางต่ำกว่า 20% มาโดยตลอด

 

 

cwบริษัททำเว็บ


บริษัททำเว็บไซต์ รับทำเว็บ รับทำเว็บไซต์